วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
สาเหตุภาวะโลกร้อนมีอยู่หลายปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน หนึ่งในนั้นคือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่
ปล่อยมลพิษได้หลากหลายวิธีที่ส่งผลเสียต่อโลกค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะถูกเผาผลาญเพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกผลิตจากซากพืชและสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน
และปิโตรเลียม จะมีสารพิษบางอย่าง ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในขณะที่เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้
ถูกเผาผลาญ สารเคมีนี้ถูกเรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก
เราใช้แหล่งพลังงานนี้มากกว่าจากแหล่งพลังงานที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า ปิโตรเลียม หนึ่งใน
แหล่งพลังงานที่ใช้กันเป็นจำนวนมาก คิดเป็น 38% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดของสหรัฐฯ
เพื่อการคมนาคม ผลิตกระแสไฟฟ้าและผลิตสิ่งต่างๆอีกมากมาย แม้ว่าปิโตรเลียมจะปล่อยมลพิษสู่
ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมาก
การบริโภคพลังงานที่ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศมีดังนิ้
• เปิดหลอดไฟ
• ดูทีวี
• เปิดเครื่องเสียง (สเตอริโอ)
• ซัก หรือ ตากผ้า
• ใช้เครื่องเป่าผม
• ขับรถ
• อุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ
• เปิดเครื่องปรับอากาศ
• เล่นวิดีโอเกม
• ใช้เครื่องล้างจาน
เมื่อคุณใช้สิ่งนี้ ก็จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ก๊าซเรือนกระจกเกิดจาก
การผลิตกระแสไฟฟ้าในการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ หากคุณนึกถึงจำนวนครั้งที่คุณทำสิ่งเหล่านี้ คุณก็เห็นว่ามีมากเหลือเกิน เมื่อมองถึงกิจกรรมของทุกๆคนในแต่ละวันแล้ว ก็จะพบว่ามีการปล่อยมล
พิษจำนวนมากในแต่ละวัน เนื่องจากคนอย่างพวกเราใช้กระแสไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าให้ลดลงคือหนทาง
ที่ดีที่สุด
เมื่อเราทิ้งขยะ ขยะเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน เพื่อฝัง หรือ เผา ซึ่งจะเป็นการสร้างก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าก็เป็นการทำลายชั้นบรรยากาศเช่นกัน เนื่องจากต้นไม้จะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์คืออากาศที่ร่างกายของเราปล่อยออกมาขณะหายใจ จากจำนวนต้นไม้ที่ลดลง ส่งผลให้มนุษย์หายใจได้ลำบากขึ้น เนื่องจากมีก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในอากาศมากขึ้น และมนุษย์ไม่สามารถสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้ ต้นไม้จะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มนุษย์หายใจออกมา และปล่อยออกซิเจนให้มนุษย์หายใจ เมื่อจำนวนต้นไม้ลดลง ก็จะทำให้มีอากาศน้อยลงเช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้องรักษาต้นไม้และหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้มนุษย์สามารถหายใจและอยู่รอดต่อไปได้
ที่มา www.greentheearth.info/
ปล่อยมลพิษได้หลากหลายวิธีที่ส่งผลเสียต่อโลกค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะถูกเผาผลาญเพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้า เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกผลิตจากซากพืชและสัตว์ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน
และปิโตรเลียม จะมีสารพิษบางอย่าง ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในขณะที่เชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้
ถูกเผาผลาญ สารเคมีนี้ถูกเรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก
เราใช้แหล่งพลังงานนี้มากกว่าจากแหล่งพลังงานที่ปล่อยมลพิษน้อยกว่า ปิโตรเลียม หนึ่งใน
แหล่งพลังงานที่ใช้กันเป็นจำนวนมาก คิดเป็น 38% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมดของสหรัฐฯ
เพื่อการคมนาคม ผลิตกระแสไฟฟ้าและผลิตสิ่งต่างๆอีกมากมาย แม้ว่าปิโตรเลียมจะปล่อยมลพิษสู่
ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมาก
การบริโภคพลังงานที่ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศมีดังนิ้
• เปิดหลอดไฟ
• ดูทีวี
• เปิดเครื่องเสียง (สเตอริโอ)
• ซัก หรือ ตากผ้า
• ใช้เครื่องเป่าผม
• ขับรถ
• อุ่นอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ
• เปิดเครื่องปรับอากาศ
• เล่นวิดีโอเกม
• ใช้เครื่องล้างจาน
เมื่อคุณใช้สิ่งนี้ ก็จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ก๊าซเรือนกระจกเกิดจาก
การผลิตกระแสไฟฟ้าในการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ หากคุณนึกถึงจำนวนครั้งที่คุณทำสิ่งเหล่านี้ คุณก็เห็นว่ามีมากเหลือเกิน เมื่อมองถึงกิจกรรมของทุกๆคนในแต่ละวันแล้ว ก็จะพบว่ามีการปล่อยมล
พิษจำนวนมากในแต่ละวัน เนื่องจากคนอย่างพวกเราใช้กระแสไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าให้ลดลงคือหนทาง
ที่ดีที่สุด
เมื่อเราทิ้งขยะ ขยะเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน เพื่อฝัง หรือ เผา ซึ่งจะเป็นการสร้างก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
นอกจากนี้ การตัดไม้ทำลายป่าก็เป็นการทำลายชั้นบรรยากาศเช่นกัน เนื่องจากต้นไม้จะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์คืออากาศที่ร่างกายของเราปล่อยออกมาขณะหายใจ จากจำนวนต้นไม้ที่ลดลง ส่งผลให้มนุษย์หายใจได้ลำบากขึ้น เนื่องจากมีก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในอากาศมากขึ้น และมนุษย์ไม่สามารถสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้ ต้นไม้จะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มนุษย์หายใจออกมา และปล่อยออกซิเจนให้มนุษย์หายใจ เมื่อจำนวนต้นไม้ลดลง ก็จะทำให้มีอากาศน้อยลงเช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้องรักษาต้นไม้และหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้มนุษย์สามารถหายใจและอยู่รอดต่อไปได้
ที่มา www.greentheearth.info/
40 วิธีลดภาวะโลกร้อน
40 วิธีลดภาวะโลกร้อน
1. ถอดปลั๊กไฟฟ้าทุกครั้งที่เลิกใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า รู้มั๊ยคะว่าการใช้ไฟฟ้าในบ้านมีส่วนทำให้
เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 16%
2. หันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการตากผ้าแทนการ อบผ้าในเครื่องซักผ้า
3. การรีดผ้า ควรรีดครั้งละมาก ๆแทนการัดทีละตัว เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้า
4. ปิดแอร์บ้าง แล้วหันมาใช้พัดลมหรือว่าเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทมากขึ้น
5. เวลาไปที่ห้างสรรพสินค้าอย่าเปิดประตูทิ้งไว้ เพราะแอร์จะทำงานหนักมากว่าปกติ
6. ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ นอกจากจะเป็นการได้ออกกำลังกายแล้วยังประหยัดได้เยอะขึ้นรู้มั้ย
คะว่า
การกดลิฟต์หนึ่งครั้งจะเป็นการเสียค่าไฟถึงครั้งละ 7 บาท
การกดลิฟต์หนึ่งครั้งจะเป็นการเสียค่าไฟถึงครั้งละ 7 บาท
7. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น โดยเปิดเฉพาะด้วยที่เราจำเป็นต้องใช้จริง ๆ
8. ลดๆ การเล่นเกมลงบ้าง เพราะนอกจากสายตาจะเสียแล้ว ยังเปลืองไฟมาก ๆ อีกด้วย
9. ตู้เย็นสมัยคุณแม่ยังสาว ขายทิ้งไปได้แล้ว เพราะกินไฟมากกว่าตู้เย็นใหม่ถึง 2 เท่า
10. บอกคุณพ่อคุณแม่ให้เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่า
หลอดปกติ 40%
11. ยืดอายุตู้เย็นด้วยการไม่นำอาหารร้อนเข้าตู้เย็น และหลักเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นจ่ายความเย็นได้ไม่ทั่วถึงอาหาร
12. ละลายน้ำแข็งที่เกาะในตู้เย็นเป็นประจำ เพราะตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ
13. ใช้รถเมล์ รถไฟฟ้าแทนการใช้รถส่วนตัว
14. ถ้าไม่ได้ไปไหนไกล ๆ ให้ใช้จักรยาน หรือเดินไปก็ดีนะคะ ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย
15. ใช้กระดาษแต่ละแผ่นอย่างประหยัดกระดาษรียูทหนังสือพิมพ์ เพราะกระดาษเหล่านั้นมาจากการ
ตัดต้นไม้
16. เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว เอาไปบริจาคบ้างก็ได้ เพราะในบางบริษัทมีการรับ บริจาคเสื้อที่ใช้แล้ว จะนำ
ไปหลอมมาทำเป็นเส้นใยใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 71%
17. ลดใช้พลาสติก โดยใช้ของที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เช่น กระเป๋าผ้า หรือกระติกน้ำ
18. พยายามทานอาหารให้หมด เพราะเศษอาหารเหล่านั้นก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนต่อโลกเพิ่มขึ้น
19. ร่วมกันประหยัดน้ำมันแบบ Car Pool เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน และยังเป็นการลดจำนวนรถติดบนถนนได้อีกทางด้วยค่ะ
20. พยายามลดเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวเอื้องอย่าง วัว เพราะมูลของสัตว์เหล่านั้นจะปล่อยก๊าซมีเทน
21 กินผักผลไม้เยอะ ๆ เพราะอุตสาหกรรมการเกษตรไม่ปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นตัวเพิ่มความร้อนให้อากาศ
22. กระดาษหนังสือพิมพ์ไม่ใช้แล้ว อย่าทิ้ง สามารถนำมาเช็ดกระจกให้ใสแจ๋วได้
23. ใช้เศษผ้าเช็ดสิ่งสกปรกแทนกระดาษชำระ
24. มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ป้ายฉลากเขียว ประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรฐาน
25. ไปตลาดสดแทนซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ซื้อผัก ผลไม้ หมู ไก่ ปลา เพราะสินค้าที่ห่อด้วยพลาสติกและโฟมนั้นจะทำให้เกิดขยะจำนวนมากมายมหาศาล
26. ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด เพราะระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาล ต่าง ๆ ต้องใช้พลังงานจำ
นวนมากในการทำให้น้ำสะอาด
27. ลดปริมาณการทิ้งขยะลงบ้าง
28. ป้องกันการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศด้วยการแยกขยะอินทรีย์ เช่น พวกเศษผักและเศษอาหารออกจากขยะอื่น ๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์
29. บอกคุณพ่อคุณแม่ให้ขับรถความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.
30. ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน เพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน
31. ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้อากาศ ปลูกไผ่แทนรั้ว ต้นไผ่เติบโตเร็วเป็นรั้วธรรมชาติที่สวยงาม และยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี อาจจะลำบากไปหน่อยแต่ก็เก๋ไม่น้อยนะคะ
33. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเติมใหม่ได้ เพื่อเป็นการลดขยะจากห่อของบรรจุภัณฑ์
34. ลดปริมาณขยะโดยใช้หลัก 3R คือ Reuse, Recycle, Reduce
35. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในสวนไม้ประดับที่บ้าน แต่ขอให้เลือกใช้ปุ๋ยหมักจากธรรมชาติแทน
36. ทานสเต็กและแฮมเบอร์เกอร์ในร้านใหญ่ ๆ ให้น้อยลงบ้างเพราะอุตสาหกรรมเนื้อระดับนานาชาติผลิตก๊าซเรือนกระจกถึง 18 % สาเหตุหลักก็คือไนตรัสออกไซด์และมีเทนจากมูลวัว
37. มีส่วนร่วมกิจกรรมรณรงค์สิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเผยแพร่ และการลดปัญหาโลกร้อน
38. อยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ตามพระราชดำรัสของในหลวงนะคะ
39. ประหยัดพลังงานเท่าที่จะทำได้ทั้งน้ำ ไฟ น้ำมัน เพื่อให้ลูกหลานของเรามีสิ่งเหล่านี้ใช้กันต่อไปในอนาคต
ที่มา www.sawananan.ac.th/computer/new/work2/m4/m4/2/n3.htm
ที่มา www.sawananan.ac.th/computer/new/work2/m4/m4/2/n3.htm
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป บางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้เลยทีเดียว ยกตัวอย่างสัตว์โลกที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภาวะโลกร้อนโดยตรงในตอนนี้ก็คือสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณน้ำแข็งขั้วโลกอย่างนกเพนกวิน และหมีขั้วโลก
สำหรับมนุษย์ผู้ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นก็ย่อมได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ที่เห็นกันได้ค่อนข้างชัดเลยก็คือสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ที่ไหนแห้งแล้งก็จะแห้งแล้งอย่างรุนแรง ขาดน้ำสะอาดที่จะใช้บริโภคและไม่มีน้ำพอที่จะใช้ทำการเกษตรกรรม ในขณะเดียวกันถึงเวลาหน้าฝน น้ำก็เทลงมามากจนเกินความต้องการ ส่งผลทำให้เกิดอุทกภัยอย่างหนัก ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย พืชผลที่ผลิตได้มีจำนวนน้อยลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ
ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบในหลายๆด้าน ขอแยกออกเป็นหัวข้อดังนี้
- ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศวิทยา
- ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจ
- ผลกระทบในด้านของสุขภาพ
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เมื่อน้ำแข็งจำนวนมากละลายลงก็ทำให้ปริมาณน้ำทะเลในโลกของเรานั้นสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงเลยก็คือทำให้น้ำท่วม สถานที่ๆเรารู้จักกันหลายๆที่ก็จะจมมิดอยู่ใต้ท้องทะเล อย่างเช่น หมู่เกาะมัลดีฟส์และกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเราก็เช่นกัน
นอกจากนั้นปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นมาบวกกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ระบบนิเวศของท้องทะเลเปลี่ยนไป ทำให้สัตว์น้ำจำนวนมากปรับตัวไม่ได้และจะต้องตายลงไป ตอนนี้ที่เห็นอยู่กันทั่วโลกก็คือปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการัง เกิดจากการที่โพลิปของปะการังนั้นตายเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ เหลือไว้แต่ส่วนที่เป็นโครงสร้างสีขาวไร้ซึ่งชีวิต ไม่ต่างอะไรกับโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ซึ่งปะการังนั้นเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีปะการังสัตว์น้ำต่างๆก็จะลดจำนวนลงไป และบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด
อีกผลกระทบที่พวกเราเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงมากขึ้น เป็นเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ฤดูหนาวสั้นลง ฤดูร้อนยาวนานขึ้น และเมื่ออุณหภูมิของโลกสูงขึ้น น้ำจากทะเลและจากแหล่งน้ำต่างๆก็เกิดการระเหยมากขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาก็จะมีปริมาณที่สูงขึ้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ต่อไปอาหารและน้ำสะอาดก็จะขาดแคลน เพราะว่าพืชผลปลูกได้ยากขึ้นจากการที่อากาศเปลี่ยนไป ซ้ำยังมีภัยพิบัติมาคอยทำลายพื้นที่เพาะปลูกและพืชผลให้เสียหายอีกด้วย
อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว เมื่อสัตว์น้ำมีจำนวนน้อยลงก็ทำให้สูญเสียรายได้จากการจับสัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำที่เคยสวยงามที่เคยมีก็หมดไป ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว อีกทั้งการเกษตรก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ปริมาณพืชผลที่เคยผลิตได้มากมายก็ลดน้อยไป ส่งผลให้อาหารการกินแพงขึ้น และสินค้าขาดตลาด
ภัยพิบัติที่รุนแรงยังส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่โรงงานและแหล่งอุตสาหกรรมอีกด้วย จะเห็นได้จากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ที่โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังต้องใช้งบเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการป้องกันภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนด้วย
อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นนั้นส่งผลให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมของการดำรงชีวิตของแบคทีเรียและศัตรูพืชหลายๆชนิด ซึ่งทำให้ในอนาคตจะมีผู้ที่ติดเชื้อและล้มป่วยมากขึ้น ยกตัวอย่างโรคไข้เลือดออกที่ทุกคนรู้จักกันดี รวมไปถึงไข้มาลาเรีย อหิวาตกโรคก็จะระบาดเพิ่มขึ้นมากในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า
ภัยพิบัติต่างๆทำให้การดำรงชีวิตนั้นยากลำบากมากขึ้น อย่างเช่นการเกิดอุทกภัยทำให้เกิดการปนเปื้อนของสิ่งสกปรกในน้ำที่เราใช้อุปโภคบริโภค อาหารมีราคาแพงขึ้น ทำให้ผู้คนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ยกตัวอย่างประเทศที่ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มในแถบแอฟริกาบางประเทศ ทุกคนน่าจะพอเคยเห็นภาพเหล่านั้นมาบ้างแล้ว
ที่มา www.greentheearth.info/
ที่มา www.greentheearth.info/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)